รีวิว Viltrox DC-70 II จอมอนิเตอร์ขนาด 7 นิ้ว ตัวช่วยสำหรับกล้องที่มีหน้าจอเล็ก ดูได้เต็มตามากขึ้น

 

   อีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวในตอนนี้ เป็นจอมอนิเตอร์ขนาด 7 นิ้ว ที่ทำมาเพื่อช่วยในเรื่องของการใช้งานร่วมกับกล้องถ่ายรูป DSLR หรือว่ากล้องวีดีโอต่างๆ ที่มีหน้าจอเล็กหรือกล้องที่ไม่มีหน้าจอ ก็จะใช้จอมอนิเตอร์เสริมเข้าไปช่วยให้การถ่ายภาพและบันทึกวีดีโอได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะมากเลยทีเดียว ดูได้เต็มตามากขึ้น สินค้าที่ว่านี้คือ Viltrox รุ่น DC70 II จอมอนิเตอร์ขนาด 7 นิ้ว

   เมื่อเห็นภาพตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้แล้ว หลายท่านก็คงจะเข้าใจหลักการทำงานของมันมากขึ้น คือ อธิบายได้ง่ายๆ เลยว่า นี่คือจอมอนิเตอร์ที่จะใช้ให้หน้าจอของกล้องที่มันเล็กๆ ให้มาไม่กี่นิ้ว มาขยายให้มันใหญ่เต็มตามากขึ้น เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น สามารถที่จะเสียบเข้ากับตัวฮ๊อดชูของกล้อง แล้วก็ต่อสายผ่านพอร์ด HDMI จากนั้นก็จะใช้งานได้เลยง่ายๆ เหมือนในรูปเลย สำหรับสเปคคร่าวๆ ของตัวจอมอนิเตอร์รุ่นนี้ ก็จะมีความละเอียดที่ 1024*600 พิกเซล มีขนาด 7 นิ้วอย่างที่บอกไป ก็คือมันอาจจะไม่ใช่หน้าจอที่ละเอียดมากนัก เป็นจอ LCD ที่ใช้งานได้ ดูภาพลายละเอียดหน้าจอ การแสดงผล สีสันต่างๆ ก็ไม่ได้ละเอียดมาก แต่ภาพที่ได้ก็จะชัดเจนดี โดยการใช้งานก็จะมีให้เลือกใช้ 2 รุปแบบ ก็คือจะใช้อแด็ปเตอร์ที่จ่ายไฟ 8v12v ก็สามารถต่อแบบ DC เข้าไปเสียบใช้งานได้เลย แต่ถ้าไม่มีอแด็ปเตอร์แปลงไฟ ก็สามารถใช้แบตเตอร์รี่ที่มีแยกขายต่างหาก ไม่มีแถมมาในกล่อง ก็สามารถเสียบใช้งานได้เช่นเดียวกัน อีกหนึ่งส่วนที่สำคัญก็คือ เรื่องของน้ำหนักเฉพาะตัวหน้าจอ จะหนักอยู่ที่ 480 กรัม ซึ่งยังไม่รวมกับเรื่องของน้ำหนักแบตเตอร์รี่ที่ใช้ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องไปคำนวณดูด้วยว่า เฉพาะตัวกล้องเราหนักแล้วหรือยัง พอสวมเจ้าหน้อาจอนี้ไปอีก เราจะยกกล้องขึ้นมาถ่ายไหวไหม หรือ ถ้าใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องอีก ก็ต้องคำนวนดูว่าขาตั้งกล้องของท่านที่ใช้รับน้ำหนักได้หรือไม่ ตรงนี้ค่อนข้างสำคัญเลยทีเดียว

   สำหรับอุปกรณ์เสริมที่ให้มาภายในกล่องของจอมอนิเตอร์รุ่นนี้ ก็จะมีตั้งแต่ สายเชื่อมต่อสัญญาณภาพแบบ HDMI to mini HDMI จำนวน 1 เส้น ความยาวประมาณ 1 ฟุต ก็เพียงพอต่อการใช้งานได้สบายๆ ถัดมาอีกหนึ่งตัว ก็คือ จะมีตัวฮ๊อดชูที่เอาไว้ติดกับหัวกล้องนั่นเอง ก็จะสามารถปรับระดับ ปรับมุมก้ม มุมเงยได้ ซึ่งจะเอาไว้ล้อคกับตัวจอมอนิเตอร์ แล้วก็ล็อคองศาได้เลยพอดี แต่สิ่งที่สังกตุได้จากตัวฮ๊อดชูเอง ก็เกรงๆ ว่าถ้าใช้ไปนานๆ อาจจะไม่ทนทานสักเท่าไหร่ อาจจะมีหักหรือมีกรอบได้ หรือ ตัวปรับองศา ปรับระดับ อาจจะล้อคไม่ค่อยอยู่ก็ได้ เพราะดูแล้วเป็นวัสดุพลาสติกธรรมดาๆ แล้วมันค่อนข้างที่จะรับน้ำหนักตัวหน้าจอด้วยและตัวแบตเตอร์รี่ด้วย ก็ค่อนข้างหนักเหมือนกัน ตรงนี้ก็ต้องบอกว่าควรใช้อย่างระมัดระวังหน่อยก็จะดีเหมือนกัน ถัดมาอีกหนึ่งสิ่งที่แถมให้มาก็คือ ผ้าคลุมจอ เป็นผ้ากันรอยอย่างดีเลย เช็ดคราบเปื้อนอะไรได้ด้วย ซึ่งถือว่าดีมากเลยแล้วแนะนำว่าห้ามทำหายด้วย เพราะมันสามารถกันรอยขีดข่วนเวลาเราเก็บจอลงไปในกระเป๋ากล้อง อาจจะมีอะไรแข็งๆ มาขุดขีดหน้าจอได้

   สำหรับตัวหน้าจอมอนิเตอร์ Viltrox DC70 II นั้น จะมาพร้อมกับตัวฮูซบังแสงอย่างที่เห็นในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบน เป็นตัวฮูซบังแสงแดดได้ เพื่อที่จะทำให้เวลาออกไปถ่ายภาพข้างนอก จะป้องกันแสงสะท้อนเข้าหน้าจอได้ ซึ่งตัวฮูซตรงนี้ จะเป็นแบบสปริงสามารถพับเก็บได้ ไม่ต้องพกพาไปเป็นกล่องใหญ่ๆ แบบนี้ มันจะมีสปริงล้อคอยู่ เวลาใช้งานก็แค่ปลดล็อคแค่นั้นเอง มันก็จะเด้งมาเป็นกล่องสี่เหลี่ยมอย่างที่เห็น ถ้าเกิดว่าแสงแดดจ้ามากๆ เราสามารถเอาหน้าเข้าปบังแสงได้เลย วิธีการติดตั้งกับตัวฮ๊อดชูกับตัวฮูซ ก็จะมีน้อตล็อคเอาไว้อยู่ ก็ใช้งานง่ายๆ ในส่วนของพอร์ดการเชื่อมต่อนั้นก็จะมีทั้ง HDMI input และ output มันสามารถที่จะส่งสัญญาณภาพออกไปยังจอมอนิเตอร์ใหญ่หรือจอไปจอที่ 3 ได้ด้วย

   อีกหนึ่งฟังก์ชั่นสำหรับสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ก็ตือจะมีช่องเสียบหูฟังมาให้ด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมอนิเตอร์เสียงได้ผ่านหน้าจอนี้ แต่จะสามารถ play back กลับไปดูวีดีโอที่ถ่ายไว้แล้วได้นั่นเอง แต่เมื่อรีวิวมาถึงช่วงท้ายแบบนี้ ถามว่ามีข้อเสียหรือไม่ ตอบได้เลยว่ามี ซึ่งหลังจากที่ได้ทดสอบใช้งานมา ที่พบปัญหาเลย คือเนื่องจากจอมีความละเอียดไม่เยอะ แน่อนความผิดเพี้ยนที่มีก็ย่อมเกิด การใช้กล้อง สิ่งจำเป็นเลยคือต้องวัดเรื่องของค่าสี ค่าแสงต่างๆ ซึ่งเมื่อเทียบจอในกล้องจริงๆ กับจอมอนิเตอร์ก็จะไม่ตรงกัน ตรงนี้ก็อาจจะช่วยได้ในกรณีเรื่องของดูรายละเอียดองค์รวมมากกว่าที่จะไปใช้แทนจอที่ตัวกล้องเลย ก็ลองไปพิจารณาดูว่ามันจำเป็นที่ต้องใช้แบบนี้หรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นก็ใช้จอที่ตัวกล้องการแสดงผลก็จะตรงกว่าแน่นอน

รีวิว Klipsch The Three ลำโพงตั้งโต๊ะเชื่อมต่อบลูทูธได้ จากแบรนด์ระดับ Hi-End เสียงดีแค่ไหน?

 

   108plaza ในตอนนี้อีกหนึ่ง gadget ตัวใหม่ล่าสุดที่มีเข้ามาวางจำหน่ายกันในบ้านเราเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2017 นี่เอง เป็นกลุ่มสินค้าประเภทลำโพงแบบตั้งโต๊ะหรือ Stream Bookshelf ที่สามารถใช้งานได้แบบเสียบปลั๊กเท่านั้น เอาไว้ใช้งานภายในบ้าน ภายในห้องนั่งเล่นหรือห้องต่างๆ ไม่มีแบตเตอร์รี่ในตัว แต่ก็เรียกว่าเป็นลำโพงบลูทูธได้ เพราะสามารถเชื่อมต่อไร้สายผ่านสัญญาณบลูทูธได้นั่นเอง เป็นแบรนด์ดังระดับ HiEnd กันเลยทีเดียวสำหรับ Klipsch ซึ่งคุณภาพเสียงจะดีแค่ไหน ฟังก์ชั่นการใช้งานจะมีอะไรบ้าง ไปติดตามกันเลย

 

      นอกจากฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อไร้สายผ่านทางบลูทูธที่ได้มาตรฐาน APtX แล้วนั้น การเชือมต่อแบบไร้สายที่มีประสิทธิภาพมากไปกว่านั้นของลำโพงรุ่นนี้ก็มีเหมือนกัน โดยสามารถเชื่อมต่อแบบ wireless ผ่านทางเลาท์เตอร์ได้ โดยสามารถควบคุมผ่านตัวแอปพลีเคชั่น ซึ่งในฟังก์ชั่นข้อดีก็คือว่า ถ้าคุณมีลำโพงรุ่นนี้หลายๆ ตัว ตั้งเอาไว้ในแต่ละห้อง ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว และที่อื่นๆ จะสามารถควบคุมแบบแยกอิสระ เปิดเพลงแบบแยกอิสระแต่ละตัวได้ผ่านสมาร์ทโฟนแค่เครื่องเดียวก็ทำได้ คุณภาพดีกว่าเชื่อมต่อผ่านบลูทูธอีกด้วย แต่ถ้าหากว่าไม่อยากเชื่อมต่อแบบไร้สาย หรือ มีลำโพงรุ่นนี้แค่ตัวเดียว แต่อยากฟังเพลงที่คุณภาพดีกว่าบลูทูธ ฟังก์ชั่นถัดมาที่เหนือกว่าก็คือ มีช่อง DAC USB ให้เสียบ โดยเสียบสาย USB เข้ากับคอมพิวเตอร์ เปิดเพลงไฟล์เพลงต่างๆ ที่คุณภาพดีๆ ตัวลำโพงมันสามารถถอดรหัส เปิดเพลงฟังได้เลย เสียบกับคอมก็จะมองหากันเจอทันที ง่ายๆ คุณภาพดีๆ แบบนี้เลย แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยาก อยากใช้งานแบบทั่วไปๆ เลย พื้นๆ เลย ก็มีช่อง aux input 3.5 มาให้เสียบใช้งานได้ด้วย สามารถเปิดใช้งานร่วมกับเครื่องเล่นเพลง ทีวีต่างๆ ภายในบ้านก็ได้ สามารถควบคุมโหมดการใช้งานต่างๆ ผ่านรีโมทคอลโทรนได้ด้วย

 

   อุปกรณ์เสริมที่ให้มาในกล่องของลำโพงบลูทูธระดับ HiEnd รุ่นนี้ก็จะมีสายเพาเวอร์คอร์ดให้มา 2 เส้น เป็นหัวปลั๊กแบบโซนเอเชียและโซนยุโรป ใช้งานได้ทั่วโลก พร้อมกับสายแจ็ค 3.5 แถมมาให้ 1 เส้น และ สาย USB เอาไว้เสียบกับคอม แถมมาให้ 1 เส้น และรีโมทคอลโทรน แล้วก็จะมีตัวลำโพงที่ดูแล้วบอดี้มีความสวยงามเลยทีเดียว วัสดุที่นำมาทำก็พรีเมี่ยมเลยทีเดียว ด้านหน้าเป็นตระแกรงผ้าไนลอน แบบถักเป็นเส้นใหญ่ๆ ดีไซน์มาหรูหรา ด้านบนก็จะมีปุ่มควบคุมต่างๆ ที่ทำมาจากทองแดงก็ถือว่าน่าใช้งานมากเลยทีเดียว เรพาะราคานั้นไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน

   ถัดมาก็มาพูดถึงเรื่องของขนาดตัวลำโพงกันสักนิดหนึ่ง เพื่อที่ว่าจะให้เพื่อนๆ ได้ไปคำนวนดูว่าขนาดเท่านี้จะเหมาะกับพื้นที่ในห้องหรือในบ้านเราหรือไม่ แต่ต้องบอกว่าลำโพงรุ่นนี้ขนาดไม่ได้ใหญ่มากอะไ ความสูงอยู่ที่ 17.7 ซม. ความกว้างด้านหน้า 34.8 ซม. ความหนา 24.3 ซม. เท่านั้นเอง น้ำหนักตัวลำโพงอยู่ที่ 4.7 กก. คุณผู้หญิงก็อาจจะพอยกได้อยู่บ้างเหมือนกัน ไม่ได้หนักมากแต่อย่างใด นอกจากนั้นถัดมา ภายในตัวลำโพงเอง ก็จะบรรจุไว้ด้วยดอกลำโพงแบบ twitter ที่มีขนาด 2.1 นิ้ว จำนวน 2 ตัว ให้เสียงแหลมและเสียงกลาง เป็นแบบ Full range คือตอบสนองได้หลายๆ ความถี่ในตัวเดียว แล้วก็จะมีดอกลำโพงแบบ woofer ที่ให้เสียงทุ้มและเสียงเบส ขนาด 5.25 นิ้ว อีกจำนวน 2 ตัว ให้เสียงแบบสเตอริโอ แยกเสียงกันอิสระซ้าย-ขวา แล้วก็ให้เสียงเบสที่เป็นท่อลมจูนเสียงเบสแบบ passive radiator ขนาด 5.25 นิ้ว จำนวน 2 ตัว อยู่ภายใน ซึ่งจุดเด่นของลำโพงรุ่นนี้ก็จะเป็นแบบ สเตอริโอ 2.1 channel ภาคขยายภายในก็ยังเป็นแบบ BiAmp อีกด้วย คือมีการแยกภาคขยายขับเสียงได้ในแต่ละส่วนอิสระ ดังนั้น ความผิดเพี้ยนในเรื่องของย่านเสียงต่างๆ มันก็จะมีน้อยมากเลยหรือแทบจะไม่ผิดเพี้ยนเลย

 

   Klipsch The Three ลำโพงรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งลำโพงแบบ multi room ได้อย่างสบายๆเลย ในส่วนของราคาค่าตัวนั้น ก็อย่างที่บอกไปว่าไม่ธรรมดาแบบนี้ราคาก็ไม่เบาเลยทีเดียว เปิดตัวมาด้วยราคา 18,xxx บาท ซึ่งจะเป็นลำโพงที่ซื้อไปตัวเดียว ก็จะได้ครบทั้งมิติเสียงเบสที่จัดว่ามีความแน่น ลงได้ลึก ในสไตล์นุ่มๆ ก็ลองไปหาฟังด้วยหูดูด้วยตาของทุกท่านกันได้แล้ววันนี้

Review B&O BeoPlay A2 เจ้าแห่งลำโพงพกพาที่ส่งตรงจากเดนมาร์ก

 

   เป็นอีกหนึ่งความตื่นเต้นที่ทีมงาน 108plaza ของเราได้จับ สัมผัส ผลิตภํฑ์ที่อยู่ในระดับ HiEnd อย่างแบรนด์ B&O ที่กลุ่มคนชื่นชอบเครื่องเสียง ลำโพง ต้องอยากมีเอาไว้สะสมสักหนึ่งตัว ด้วยชื่อเสียงที่เรียกว่ามีประสบการณ์มายาวนานและในระดับรถหรูหลายๆ แบรนด์ก็เลือกที่จะใช่ชุดเครื่องเสียงจากแบรนด์นี้เช่นเดียวกัน แต่ในตอนนี้แอดมินได้ลำโพงพกพาขนาดเล็กที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งลำโพงพกพาเลยก็ว่าได้ รายละเอียดจะน่าสนใจแค่ไหน ไปติดตามกันเลย

   ลำโพงบลูทูธรุ่นนี้มีชื่อว่า B&O BeoPlay A2 เปิดตัวมาในรุ่นนี้ด้วยกันทั้งหมด 3 สีได้แก่ Gray , Green , Black ซึ่งในแต่ละสี แต่ละตัวก็จะมีดีไซน์ที่ไม่เหมือนกัน จะต่างกันไปอย่างเช่น มีตัวเครื่องและสายด้านบนจะคนละสีกัน อะไรแบบนั้น ก็เลือกกันตามความชอบได้เลย แต่ต้องบอกเลยว่างานประกอบ ชิ้นงานต่างๆ นั้นจัดว่าเป็นลำโพงที่ทำมาได้พรีเมี่ยมดีจริงๆ ตัวสายร้อยลำโพงที่เป็นขอบด้านข้างนั้น จะทำมาจากหนังแท้เลย เป็นงานปราณีต ด้านหน้าก็จะมีดีไซน์ที่ดูล้าสมัย แถมแน่นอว่ามันราคาไม่เบาเลยทีเดียว

   สำหรับอุปกรณ์เสริมที่มีมาให้ในกล่องนั้น ก็จะประกอบไปด้วยตัวหัวชาร์จหรืออแด็ปเตอร์ ที่มีมาให้ทุกแบบ สามารถใช้งานได้ทั่วโลก หัวชาร์จจ่ายไฟที่อยู่ 15v 2.8A พร้อมกับสายชาร์จแบบตรงรุ่น ไม่ต้องไปหาใช้ร่วมกับใคร มีมาให้ในกล่องพร้อมเลย นอกจากนั้นก็จะมีคู่มือการใช้งานที่อธิบายเป็นรูปภาพเข้าใจง่าย สำหรับคนที่ยังใช้งานไม่ค่อยเป็น แต่เชื่อว่าพอเดาๆ ได้ไม่ได้ยุ่งยากอะไรกับการใช้งาน ตัวกล่องภายในทำมาดี สามารถเก็บสะสมไว้ได้

   ส่วนตัวลำโพงนั้นก็อย่างที่บอกไปว่าพรีเมี่ยมมากเลยทีเดียว ด้านบนตัวเครื่องจะเป็นปุ่มควบคุมการใช้งานต่างๆ พร้อมกับไฟแจ้งเตือนสถานการณ์ใช้งาน แต่ด้านข้างของตัวลำโพงนั้นมีจุดเด่นอย่างหนึ่งที่ให้มา เป็นฟังก์ชั่น USB PowerBank ในตัว จ่ายไฟอยู่ที่ 5v 0.5A ก็ถือว่าจ่ายไฟกำลังน้อย ไม่ได้เยอะอะไร เป็นช่องเสียบชาร์จแบตมือถือที่พอแก้ขัดได้เท่านั้น ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก พร้อมกับฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อแบบง่ายๆ ด้วยช่อง aux input 3.5 แต่ภายในกล่องนั้นจะไม่มีสายแจ็ค 3.5 แถมมาให้ด้วย ก็ต้องไปหาซื้อแยกกันเอาเองถ้าจะใช้ฟังก์ชั่นนี้ แต่ที่เด่นไปกว่านั้น ตามสเปคของตัวลำโพงรุ่นนี้ เครมเอาไว้ว่า ตัวแบตเตอร์รี่นั้น สามารถใช้งานต่อเนื่อง เปิดเพลงต่อเนื่องกันได้นานถึง 24 ชั่วโมง ก็ถือว่ามากเลยทีเดียว แต่เชื่อว่าตามสเปคทำได้แต่ การใช้งานจริงๆ ก็อาจจะต้องบวกลบไปสัก 4-6 ชั่วโมง แต่ก็ยังถือว่ามากพอสมควรเลย ถ้าเปิดเพลงยาวๆ ทั้งวันก็อยู่ได้สบายๆ

 

   ในส่วนของสเปคภายในตัวลำโพงบลูทูธรุ่นนี้ มาพร้อมกับมิติเสียงแบบ 360 องศา ได้ยินรอบทิศทางด้วยมิติเดียวกัน รอบตัวลำโพง พร้อมกับกำลังขับอยู่ที่ 60wrms อยู่ภายใต้ poweramp class D ก็ถือว่าตัวเล็กแต่จิ๋วเลย เพราะดีไซน์บางๆ แบบนี้ไม่น่าเชื่อว่ามีกำลังขับที่มากเท่านี้ในฟังก์ชั่นการใช้งานแบบแบตเตอร์รี่ด้วย ไม่ใช่แบบเสียบปลั๊กไฟบ้าน แต่ที่พิเศษไปกว่านั้น ถ้าในกรณีที่ใช้เสียบปลั๊กไฟบ้าน มันจะสามารถบูสกำลังขับไปได้สูงถึง 180wrms กันเลยทีเดียว ภายในตัวลำโพงเอง ก็จะมี driver แบบ Full range ขนาด 3 นิ้ว จำนวน 2 ตัว ฝังสลับตำแหน่งกันด้านบนด้านล่าง บริเวณตรงกลาง จะเป็นช่องลมจูนเสียงเบสที่เรียกว่า passive radiator ขนาด 2*3 นิ้ว จำนวน 2 ตัว ติดอยู่ทั้งสองด้านของตัวลำโพง พร้อมกับดอกลำโพงเสียงแหลมหรือ twitter ขนาด ¾ นิ้ว จำนวน 2 ตัวด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะแยกเป็นสองฝั่งอย่างละ 1 ตัว เพื่อให้เกิดเสียงเป็นแบบ 360 องศานั่นเอง

   ในเรื่องของดีไซน์นั้นเหมาะมากเลยกับการพกพา เพราะเรื่องของขนาดตัวลำโพงเองนั้น มีความหนาเพียงแค่ 4 ซม. เท่านั้นเอง ความสูง 25.6 ซม. ความกว้าง 14.5 ซม. น้ำหนักของตัวลำโพงนั้นอยู่ที่ 1.1 กก. เท่านั้นเอง เป็นขนาดที่เรียกว่ากะทัดรัดแต่เกินกำลังจริงๆ เพราะตามสเปคถัดมานั้น ตัวลำโพงพกพารุ่นนี้สามารถที่จะตอบสนองความถี่ต่ำได้ตั้งแต่ 55Hz ไปจนถึงความถี่สูงที่ 20kHz กันเลยทีเดียว

   สำหรับเรื่องของแนวเสียง บุคลิกเสียงที่บอกว่ามันคือเจ้าของลำโพงบลูทูธนั้นก็จะไปในทิศทางที่เรียกว่าสไตล์ที่เน้นรายละเอียดเสียงได้ตรงมากๆ ว่ากันแบบนั้นเลย เพราะว่ามิติเสียงแหลมก็ไปได้สุดแบบไม่บาดหู แต่มีความใส เสียงกลางที่บอกความรู้สึกได้ดีว่าจะไปในโทนหวานหรือดุดัน ตอบสนองได้ทุกแนวเพลงจริงๆ และมิติเสียงเบสเองก็อาจจะไม่ได้ลึกและลงต่ำมากนัก แต่เป็นเบสที่มีมิติที่นุ่มละมุนและตรงต่อเสียงเครื่องดนตรีมากเลยทีเดียว ถ้าใครที่มีงบราวๆ 2 หมื่นบาทมีทอน ก็ลองไปหาฟังของจริงกันดูได้

รีวิว JBL Flip 3 ลำโพงบลูทูธที่เน้นลุย กันน้ำได้ เชื่อมต่อ 2 ตัวได้ พกพาไปได้ทุกๆ ที่ที่อยากไป

 

   สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงนอกสถานที่ อยู่ที่ไหนก็ชอบฟังเพลง ไปทะเล ภูเขา น้ำตก ท่องเที่ยวแนว adventure ที่กำลังมองหาลำโพงพกพาที่จะลุยไปกับคุณได้ทุกที่ต้องรุ่นนี้เลย JBL Flip 3

   ก็ถือว่าเป็นลำโพงบลูทูธอีกหนึ่งรุ่นที่มีรายละเอียดในการใช้งานที่เยอะ อัดแน่นมาแบบเต็มๆ ตามแบบฉบับของ JBL ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายสีสันด้วย พร้อมกับการพัฒนาขึ้นมาถึง 3 เวอร์ชั่นแล้วด้วย เปิดตัวมาด้วยกัน 8 สีให้เลือก ได้แก่ สีเขียว สีแดง สีชมพู สีส้ม สีน้ำเงิน สีดำ สีเทา และก็สีเหลือง ชอบสีไหนก็ลองเข้าไปมองๆ หากันได้ เป็นลำโพงรูปทรงกระบอก ที่กล่องด้านนอก ก็จะมีคล้ายๆ เป็นตัวลำโพงแช่อยู่ในน้ำ เป็นกราฟฟิกมาให้ ก็หมายความว่า ลำโพงรุ่นนี้มันกัน้ำได้ สามารถที่จะไปลุยน้ำในช่วงหน้าฝน นำไปเล่นน้ำสงกรานต์ได้ด้วย ในส่วนเรื่องของการดีไซน์ก็จะเห็นว่ามีโลโก้ JBL อยู่ด้านหน้าเลย พร้อมกับตระแกรงด้านหน้าครอบด้วยผ้าไนลอนท์ ที่เป็นผ้าชนิที่โปร่งแต่มีคุณสมบัติที่กันน้ำได้ด้วย

   ในส่วนฟังก์ชั่นการใช้งานหลักๆ เลย สามารถที่จะใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ให้ความจุแบตเตอร์รี่มาที่ 3,000 mAh เป็นแบตเตอร์รี่แบบรีเที่ยมโพลิเมอร์ พร้อมกับมีไมค์โครโฟนติดมาให้ที่ตัวลำโพง สามารถที่จะกดรับสายโทรศัพท์ได้ดวย อีกหนึ่งส่วน่ของฟังก์ชั่นแบบใหม่ ที่ให้มาในรุ่นนี้ก็คือ JBL connect หมายความว่า ถ้าใครที่ซื้อลำโพงรุ่นนี้มา 2 ตัว สามารถที่จะทำให้ลำโพง 2 ตัวนี้เชื่อมต่อกันแบบไร้สายได้ ให้เสียงแบบสเตอริโอ และ สามารถที่จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือเครื่องเล่นเพลงพกพาจากตัวเดียว ควบคุมลำโพงนี้ได้ 2 ตัวเลย ให้มันเปิดเพลงๆ เดียวกัน ควบคุมตัวใดตัวหนึ่งก็สั่งการได้ทั้งคู่ เหมือนลำโพงชุดเดียวกันนั่นเอง ซึ่งมีการออกแบบการเชื่อมต่อแบบไร้สายเฉพาะ JBL เท่านั้น รุ่นอื่น ยี่ห้ออื่น มาเชื่อมต่อฟังก์ชั่นนี้ไม่ได้

   สำหรับฟังก์ชั่นกันน้ำได้ของลำโพงบลูทูธรุ่นนี้ ต้องอธิบายขยายความกันแบบนี้ว่า ตามมาตรฐานที่ JBL ให้ฟังก์ชั่นนี้มา จะสามารถกันน้ำได้แบบกันเปียกเท่านั้น หมายความว่าตากฝนได้ กันน้ำสาดโดนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอาไปแช่น้ำหรือเอาไปจุ่มน้ำที่ความลึกเกิน 1 เมตร แบบนั้นจะไม่สามารถทำได้ เพราะโดยทั่วไปแล้วลำโพงจะไม่สามารถเปิดใต้น้ำได้ เพราะคุณภาพเสียงก็จะด็อปลงไปนั่นเอง ดังนั้น ใครที่ทำตกน้ำก็ต้องรีบเก็บขึ้นมา ลำโพงก็จะไม่เสียหาย

   ในส่วนของอุปกรณ์เสริมที่ให้มาในกล่อ่ง JBL Flip 3 ก็จะมีตั้งแต่กล่องกันกระแทกมาให้ พร้อมกับมีสายชาร์จแบตเตอร์รี่แบบ USB to micro usb แต่ไม่มีหัวชาร์จแถมมาให้ ก็สามารถใช้ร่วมกับหัวชาร์จสมาร์ทโฟนทั่วไปได้ แต่ภายในกล่องนั้นก็จะไม่มีซองหรือกระเป๋าผ้าใส่แถมมาให้เหมือนบางรุ่นของ JBL แต่ก็ยังมีหูหิ้วที่สามารถจะคล้องกับตัวลำโพงแล้วก็คล้องกับกระเป๋าหรือคล้องกับที่ต่างๆ ไปได้ ก็มีเท่านี้เองสำหรับอุปกรณ์เสริม แต่ตัวลำโพงเอง เมื่อได้สัมผัสดูแล้ว ก็รู้สึกว่าตัวงานประกอบ ตัวชิ้นงาน ที่ผลิตมาเป็นลำโพงรุ่นนี้ก็ถือว่าถูกใจอย่างมาก อาจจะดูว่าเป็นพกพาที่อาจจะยากไปสักนิด เพราะมีขนาดที่ใหญ่เกินมือ แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากแต่อย่างใด

   สำหรับสเปคของลำโพงนั้น ก็จะอยุ่ภายใต้กำลังขับของเพาเวอร์แอมป์แบบคราส ดี ที่ให้กำลังขับข้างละ 8wrms ก็คือลำโพงตัวนี้มีกำลังขับอยู่ที่ 16wrms นั่นเอง ซึ่งสเปคตรงนี้จะเพิ่มมาจากรุ่นเดิมที่เป็นตัว Flip 2 จะมีกำลังขับแค่ 12wrms เท่านั้น ดังนั้นรุ่นใหม่นี้ดังขึ้นกว่าเดิมแน่นอน พร้อมกับตัว passive radiator จำนวน 2 ตัวอยู่ทางด้านข้าง ในช่วงความถี่ที่ตอบสนองได้นั้น จะอยู่ที่ 85Hz จนถึงช่วงความถี่สูงที่ 20kHz ถ้าดูจากสเปคตรงนี้อาจจะคิดว่ามันลงเสียงต่ำได้ไม่ลึกเท่าไหร่ก็จริง แต่ต้องรอติดตามช่วงที่จะพูดถึงเรื่องแนวเสียงดีกว่า การชาร์จแบตเตอร์รี่ 1 ครั้ง จะใช้เวลานานสักนิดหนึ่งประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง

   สำหรับเรื่องของแนวเสียง บุคลิกเสียงที่เหมาะกับการเปิดเพลงสนุกๆ แนวป๊อบ แนวแดนซ์ แนวร็อก แนวสตริงๆ จังหวะเร็วๆ นี่ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว ซึ่งมันจะมีทั้งมิติเสียงเบสที่ให้ความกระซับ อาจจะไม่ได้ลงลึกมากตามสเปค แต่ถือว่าให้ความรู้สึกมันส์ๆ กับแนวเสียงเบสได้ เป็นลำโพงแนววาไรตี้ ที่อาจจะเหมาะสมกับทุกๆ แนวเองก็ได้ เป็นมิติที่ตอบสนงอได้ทุกรูปแบบการฟังเพลง ราคาก็ 4,390 บาท ก็สามารถไปหาทดสอบด้วยหูของท่านเองได้แล้ววันนี้

รีวิว Motorola Moto M สมาร์ทโฟนที่ผนึก Lenovo+Moto ในราคาต่ำหมื่น ความรู้สึก

 

   หลังจากที่ Lenovo เข้าไปซื้อกิจการของทาง Motorola มาแล้วนั้น ในช่วงต้นปี 2017 แบบนี้ก็บุกตลาดสมาร์ทโฟนที่ต้องบอกว่ามีกลิ่นไอของทั้งสองแบรนด์มารวมตัวกันออกมาเป็นสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้เลย Moto M เป็นสมาร์ทโฟนที่ 108plaza ของเราได้มาเขียนรีวิวให้ได้อ่านกัน ความรู้สึกในการจับถือจะเป็นอย่างไรในราคาที่เปิดมา 1 หมื่นบาทยังมีทอนแบบนี้

 

   ต้องยอมรับเลยว่าเรื่องของสเปคนั้นก็ค่อนข้างคุ้มค่าในราคาที่เปิดตัวมาเหมือนกัน เพราะให้ RAM 4 GB ROM 32 GB หน้าจอ 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD นั่นเอง แต่สิ่งแรกที่ต้องบอกเลยว่ามันมีกลิ่นไอของทั้งสองแบรนด์อย่างไรนั้น ก็คือว่า ดูดีไซน์ด้านหน้าตัวเครื่อง จะยังคงเอกลักษณ์ความเป็น Motorola อยู่ แต่ด้านหลังตัวเครื่อง จะให้ดีไซน์มาเหมือนกับ Lenovo อยู่ แต่โดยรวมแล้วเรื่องของขนาดตัวเครื่อง น้ำหนักตัวเครื่อง ก็รู้สึกว่ามันเป็นสมาร์ทโฟนในกลุ่มต่ำหมื่นที่น่าใช้งานดีมากเลยทีเดียว ภายในกล่องก็จะมีอุปกรณ์เสริมให้มาครบครันดี ไม่ว่าจะเป็นเคสก็ให้มา หูฟังก็ให้มา ก็ครบเลยไม่ต้องไปหาซื้อเพิ่ม

   Moto M สมาร์ทโฟนรุ่นนี้เปิดตัวมาด้วยกัน 2 สีให้เลือก ก็จะมีสีทอง และ สีเทา ดีไซน์ด้านหลังบอดี้เป็นโลหะอีกด้วย ความบางของตัวเครื่องก็กำลังดีให้น้ำหนักอยู่ที่ 163 กรัม เท่านั้นเอง ให้ความละเอียดของกล้องหลังมาที่ 16 ล้านพิกเซล f/2.0 ส่วนความละเอียดของกล้องหน้านั้นอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซล ส่วนปุ่มสแกนลายนิ้วมือนันจะอยู่ที่ด้านหลังตัวเครื่อง พร้อมกับมีโลโก้ของทาง Moto ติดอยู่ด้วย ตำแหน่งการใช้งานต่างๆ รอบตัวเครื่องนั้น ตัวลำโพงจะอยู่ทางด้านล่าง พร้อมกับมีพอร์ดที่เปลี่ยนมาเป็น USB Type C แล้วเรียบร้อย ส่วนด้านบนของตัวเครื่องนั้น ก็ยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. มาให้ด้วย ยังไม่ได้ตัดออกไป พร้อมกับไมค์ตัดเสียงรบกวนตัวที่ 2 ด้านข้างของตัวเครื่องก็จะมีช่องใส่ถาดซิม รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมแบบไฮบริจ เป็นแบบนาโนซิมทั้งคู่ แต่ซิมที่ 2 ต้องเลือกว่าจะใสเมมโมรี่หรือซิมการ์ดนั่นเอง รองรับ micro sd card สูงสุดที่ 128 GB

   ทดสอบการใช้งานตัวปุ่มสแกนลายนิ้วมือ ก็สามารถปลดล็อคได้รวดเร็วดี ค่อนข้างที่จะใช้งานได้ดีในทุกๆ รุ่นอยู่แล้วในแบรนด์นี้ เปิดตัวเครื่องเข้าไปดูภายใน ก็พบว่าค่อนข้างเป็นเพียวแอนดรอยด์มากๆ เลยทีเดียว มาพร้อมกับ android 6.1 M ตัว UI ภายในเองก็ไม่ได้ตกแต่งอะไรมาเยอะมาก แทบจะไม่มี UI เสริมมาเลย ไอคอนส์ก็อาจจะดูใหญ่ๆ ธรรมดาๆ ไปสักนิดหนึ่ง ก็เหมาะสำหรับคนที่ชอบอะไรที่เพียวๆ ไม่มีบั๊กค์หรือมีปัญหาอะไรมากวนใจสักเท่าไหร่ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของตัว Moto อยู่แล้ว

 

   ทดสอบประสิทธิภาพของตัวเครื่องด้วยแอป antutu แล้วก็ได้คะแนนอยู่ที่ 53,335 คะแนน ก็อยู่ในระดับกลางๆ น่าพึงพอใจเลยทีเดียว เอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ชอบมาตั้งแต่เป็น Lenovo แล้วก็คือ เรื่องของหน้าจอ สีสันทำออกมาได้ดี สีสันสด สามารถสู้แสงสว่างได้ดี พร้อมกับ multitoutch ได้แบบเต็มๆ ที่ 10 จุด ในด้านของชิปประมวลผลนั้นเป็น Mediatek helio P15 วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 2.14 GHz ก็ถือว่าเป็นชิปตัวแรงของ Mediatek อยู่เหมือนกัน แบบ Octacore 8 แกนสมอง อีกด้วย การ์ดจอหรือ GPU Mali T860 ความจุแบตเตอร์รี่ 3,050 mAh การใช้งานก็ถือว่าใน 1 วันเอาอยู่ แบตค่อนข้างอึดดีเหมือนกัน แต่ตัวเครื่องก็ยังรองรับการชาร์จไวอีกด้วย ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน

   ทดสอบการใช้งานทั่วไป การเข้าแอปต่างๆ รวมไปถึงการใช้งานโซเชียต่างๆ การเข้าเว็บไซต์ ก็สามารถทำงานได้ปกติ มีความไหลลื่นดีอยู่แล้ว ซึ่งสมาร์ทโฟนยุคนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาเรื่องการใช้งานทั่วไปอยู่แล้ว แต่ความพิเศษที่มีให้มาใน Moto M รุ่นนี้ก็คือ จะเคลือบสารที่เรียกว่า นาโนโคสติ่งค์ เอาไว้ด้วย มันสามารถที่จะป้องกันเรื่องของ ละอองน้ำ เปียกน้ำ โดนน้ำกระเซนใส่ มือถือเครื่องนี้กันได้ แต่ไม่สามารถเอาไปจุ่มน้ำได้ ซึ่งใครที่ทำตกน้ำก็ต้องรีบเก็บขึ้นมาเช็ดให้แห่ง ก็จะช่วยได้เยอะกว่ามือถือเครื่องอื่นที่ไม่มีสารพวกนี้เคลือบอยู่

 

   ในเรื่องของคุณภาพเสียงก็ทำได้ดี ค่อนข้างกระหึ่มเหมือนกัน มาพร้อมกับระบบ dolby admos อีกด้วย ก็จะให้มาในหลายๆ รุ่นของ Lenovo เดิม เสียงก็จัดว่าน่าฟัง ในส่วนของกล้องหลัง ก็ไม่ธรรมดา เป็นการพัฒนามาให้มีความคมชัดแต่เป็นกล้องที่ให้สีสันภาพที่ตรงๆ สามารถดันค่า ISO ไปได้ถึง 1600 ก็สามารถถ่ายในที่มึดได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แต่ก็ถือว่ายังขาดลูกเล่นอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้จัดเต็มเท่าไหร่ อาจจะต้องไปหาโหลดมาเพิ่มเดิมสำหรับใครที่ชอบฟี่เจอร์เสริมกล้องหน้าก็มีโหมดบิวตี้มาให้ ก็จัดว่าเป็นกล้องหน้าที่เซลฟี่ได้ดีเหมือนกัน แต่อาจจะไม่ได้ว้าวมากนักเหมือนสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนค่ายอื่นๆ แต่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ในราคาประหยัดที่น่าสนใจในราคาต่ำหมื่นนั่นเอง

REVIEW หมอนฮุวะ ฮุวะ ช่วยให้นอนหลับสบายยามค่ำคืน

   หลายคนคงกำลังพบเจอกับปัญหานอนไม่หลับในช่วงเวลากลางคืนแน่นอน ซึ่งการนอนไม่หลับนี้มันเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด ดื่มกาแฟมากในตอนกลางวันเลยส่งผลมาถึงตอนกลางคืนซึ่งเหตุผลนี้พนักงานออฟฟิศเป็นกันมาก ทำงานหนัก หลับๆตื่นๆ ที่นอนนอนไม่สบายอาจจะแข็งหรืออ่อนจนเกินไป เสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อมข้างๆ ในวันนี้เราจึงจะมารีวิวสินค้าอินเทรนด์ที่จะทำให้คุณนอนหลับสบายในเวลากลางคืน เพราะการที่เรานอนหลับไม่สนิทในตอนกลางคืนนั้นมันส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราเป็นอย่างมาก เช่น สุขภาพร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยไม่สบายบ่อย ขอบตาคล้ำดำ มีอาการง่วงนอนในระหว่างวัน และเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนอีกด้วย ดังนั้นปัจจัยที่สำคัญต่อกานอนของเราอีกอย่างหนึ่งคือ หมอน เพราะบางคนไม่คิดว่าหมอนจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เรานอนไม่หลับแต่ถ้าคุณกำลังคิดแบบนั้นแสดงว่าคุณกำลังคิดผิดเพราะหมอนนี่แหละสำคัญมากการเลือกหมอนสำหรับการนอนจึงต้องเลือกดีๆให้เหมาะบุคลิกการนอนของเรานอนแล้วไม่รู้สึกปวดเมื่อยหรือมีอาการปวดตามเนื้อตามตัวเกิดขึ้นมาทีหลังจะแข็งหรืออ่อนจนเกินไปก็ไม่ดี จะสูงไปก็กลัวนอนตกหมอนสามารถทำให้เราปวดหลังได้ ถ้านอนต่ำไปก็จะรู้สึกเวียนหัว จะนอนราบไปกับที่นอนโดยไม่มีหมอนก็ไม่ได้ ซึ่งหมอนที่จะมาแนะนำในวันนี้ให้เพื่อนๆได้รู้จักคือ หมอนฮุวะ ฮุวะ ซึ่งมีคุณสมบัติ ดังนี้

หมอนฮุวะ ฮุวะเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ทำจากวัสดุที่ไม่อมน้ำและฝุ่นจึงซักและทำความสะอาดได้ง่าย หมอนจะปรับรูปร่างตามสรีระของศีรษะและลำคอของเราจะทำให้เราหลับสนิท สบายตลอดคืน ตามหลักการที่ว่าศีรษะเย็นเท้าอุ่น ในหมอนจะมี Air Bead กว่า 10ล้านเม็ด ช่วยให้อากาศเคลื่อนผ่านระบายอากาศได้ดี อากาศไหลผ่านสะดวกไม่ร้อนศีรษะ ซึ่งการที่ไส้หมอนมี Air Bead กว่า 10ล้านเม็ด มันจะเคลื่อนตัวตามอิริยาบถของเราเพื่อรองรับศีรษะ ลำคอและไหล่ โดยปกติทั่วไปแล้วไส้หมอนจะเป็นเส้นใยสังเคราะห์หรือนุ่นเวลาเราขยับศีรษะมันก็จะไม่มีการเคลื่อนตัวไปรองรับศีรษะเราจึงสังเกตได้เลยว่าเวลาเรานอนหมอนใบเดิมเป็นประจำมันจะมีรอยยุบตรงกลางเข้าไปเป็นลักษณะคล้ายๆแอ่งน้ำ และหมอนฮุวะ ฮุวะ จะมีรูปทรงตรงกลางคล้ายกับเมล็ดถั่วมันจะพอดีกับศีรษะและลำคอของเราและจะมีปลอกหมอนแถมมาด้วย โดยสามารถซักได้ทั้งหมอนและปลอกหมอนได้บ่อยครั้งตามที่เราต้องการและที่สำคัญปลอกหมอนจะเป็นระบบ Safety Zipper ปลอดภัยในเรื่องของซิบเพราะเป็นซิบไร้หัว หมอนฮุวะ ฮุวะ จะซักทำความสะอาดง่ายกว่าหมอนปกติทั่วไปมากซึ่งหมอนทั่วไปเรารู้กันอยู่แล้วว่าไส้หมอนเป็นใยสังเคราะห์หรือนุ่นเวลาเราซักมันจึงอุ้มน้ำใช้เวลานานกว่าจะแห้ง บางครั้งเมื่อไม่แห้งทำให้หมอนมีกลิ่นเหม็นอับเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อโรคต่างๆ แต่ไส้หมอนฮุวะ ฮุวะเป็น Air Beadซึ่งมีคุณสมบัติไม่อุ้มน้ำเวลาเราซักทำความสะอาดจึงแห้งง่ายไม่ต้องรอนานและไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคอีกด้วย

 

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการเลือกหมอนสำหรับการนอนถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งไม่น้อยไปกว่าการเลือกที่นอนเลยค่ะ เพราะถ้าเราเลือกหมอนที่เรานอนแล้วสบายปัญหาการนอนหลับไม่สนิทในตอนกลางคืนก็จะไม่เกิดขึ้น เรานอนหลับเต็มอิ่มในตอนกลางคืนตื่นเช้ามาร่างกายของเราก็จะสดชื่น ไม่มีอาการง่วงนอนในระหว่าง สุขภาพร่ายกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่ายเพราะร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ สมองปลอดโปร่งคิดงานแก้ปัญหางานได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหมอนฮุวะ ฮุวะ นี้สามารถใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย เพราะทุกช่วงวัยก็ต้องการการนอนที่เพียงพอเช่นเดียวกัน อย่างวัยเด็กควรที่จะได้รับการนอนอย่างสนิท 8-10 ชั่วโมงต่อวัน วัยรุ่นก็ควรจะนอนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ส่วนวัยผู้ใหญ่ก็ควรจะนอน 6-8ชั่วโมง การนอนหลับที่สนิทมันเหมือนเป็นการพักการทำงานของอวัยวะทุกส่วนในร่างกายให้ร่างกายได้ฟื้นฟูพลังงานที่สูญเสียไปในแต่ละวัน ซึ่งการนอนที่ถือว่าเป็นการนอนที่สมบูรณ์แบบที่สุดคือการนอนแล้วเราฝัน เพราะถือว่าเราได้หลับสนิทอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเราจะนอนหลับสนิทได้เราต้องมีสินค้าอินเทรนด์อย่างหมอนฮุวะ ฮุวะ ไว้ในครอบครองแล้วค่ะ เพื่อนที่ยังมีปัญหาด้านการนอนลองไปหาซื้อหมอนนี้มาทดลองใช้กันดูนะคะเพื่อการนอนและสุขภาพร่างกายของเราค่ะ

รีวิว Samsung galaxy A3 2017 สมาร์ทโฟนน้องเล็กสุดในซีรีส์ที่นำมาขายในเมืองไทยครั้งแรก หน้าจอ 4.7 นิ้ว พร้อมความพรีเมี่ยม

 

   หลังจากที่ Samsung ได้ทำการปล่อยสินค้าอินเทรนด์อีกหนึ่งซีรีส์ ในค่าย galaxy ไปอย่าง A series กันไปแล้วในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ นั่นก็คือ A5 ,A7 2017 ที่แอดมินเองก็ได้ทำการรีวิวแบบเจาะลึกทั้งรายละเอียดบอดี้ ตัวเครื่อง ความพรีเมี่ยม แต่อยู่ในราคาหมื่นกลางๆ กันไป ก็ลองไปหาอ่านกันได้ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ และ ตอบโจทย์คนที่ชอบใช้มือถือเครื่องเล็กๆ 5.2 นิ้ว ก็ถือว่าใหญ่อยู่ อยากได้เล็กกว่านี้มีไหม นี่เลย Samsung galaxy A3 2017 มาพร้อมกับหน้าจอ 4.7 นิ้ว แล้วก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เป็นครั้งแรกด้วย ที่นำเข้ามาขายในบ้านเรา แต่จะขายผูกกับโอเปอร์เรเดอร์ค่ายหนึ่งที่ให้บริการเครื่อข่ายเท่านั้น ก็ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเดิมกันเอาเอง สำหรับใครที่อยากได้ แต่ถ้าซื้อตัวเครื่องเพียวๆ ไม่ผูกกับโปรของเครือข่าย จะอยู่ที่ 11,900 บาท แต่ถ้าหากพ่วงโปรไปด้วยราคาลดมาที่ 6,900 บาท ตรงนี้ก็ลองไปคิดคำนวณดูว่าอันไหนมันคุ้มกว่ากันถ้าหากจะซื้อมือถือรุ่นนี้

   ทีนี้มาดูเรื่องของรายละเอียดตัวเครื่องกันบ้างดีกว่า มาดูกันสิว่ามันสมกับราคาที่เปิดตัวมาหรือไม่ คุ้มค่าแค่ไหนกับคนที่เป็นสาวก Samsung เองก็ดีหรือใครที่อยากจะมาลองใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์นี้ดู หลังจากที่ผิดพลาดในรุ่นเรือธงกันไปในช่วงที่ผ่านมานี้

   ต้องบอกอย่างนี้ว่า ถ้าใครที่ไปอ่านรีวิวตัว galaxy A5,A7 2017 มาแล้ว และ รู้มาว่าทั้งสองรุ่นนั้น มันมีความพรีเมี่ยมที่เท่ากัน สเปคแรงเท่ากัน ต่างกันแค่เรื่องขนาดหน้าจอเท่านั้น ความละเอียดของหน้าจอก็ยังเท่ากัน แต่ทีนี้พอมาเป็น A3 2017 มันไม่ได้มีสเปคภายในที่เท่ากับรุ่นพี่ 2 รุ่นที่ว่ามานี้ นี่แหละคือประเด็น คือใน A3 2017 มันถูกตัดทอนสเปคภายในออกค่อนข้างเยอะ เร่มต้นที่ หน้าจอ 4.7 นิ้ว แต่ความคมชัดแค่ระดับ HD เท่านั้น แต่เป็น AMOLED อยู่ แล้วก็เป็นชิปประมวลผลที่ใช้เป็นตัว exynos 7470 RAM 2GB หน่วยความจำภายในเพียงแค่ 16 GB เท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าน้อยถ้าเทียบในยุคนี้ แต่ก็สามารถเพิ่ม micro sd card ได้ ส่วน่ความจุแบตเตอร์รี่ก็เหลือแค่ 2,350 mAh เท่านั้นเอง ก็คงเข้าใจว่าตัวเครื่องเล็ก แบตก็น้อยเป็นปกติ ตรงนี้ถือว่าสมเหตุสมผล ส่วนเรื่องของสเปคกล้องนั้น ให้กล้องหลังความละเอียดมาที่ 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล แต่ถ้าย้อนไปดูสเปคกล้องรุ่นพี่ใน A5,A7 2017 จะให้สเปคทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังมาเท่ากันก็คือ 16 ล้านพิกเซล เลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ว่า ทำให้หลายๆ คนก็คิดว่ามันจะคุ้มกับราคาหรือไม่ เพราะถ้าเทียบราคาตัวเครื่องเพียวๆ ก็จะไม่หนีกันเยอะเท่าไหร่ ไม่กี่พันบาทเอง ประมาณ 3 พันบาท

   แต่อีกหนึ่งความคุ้มค่าที่ให้มาในสินค้าอินเทรนด์กับมือถือรุ่นนี้ galaxy A3 2017 ก็คือเรื่องของฟี่เจอร์ที่สามารถกันน้ำ กันฝุ่น ได้ตามมาตรฐาน IP68 ก็คือตัวเครื่องนั้นตกน้ำที่ระดับความลึกไม่เกิน 1.5 เมตร ไม่นานเกิน 30 นาที ตัวเครื่องจะไม่พัง นั่นหมายความว่าพอทำมือถือตกน้ำแล้ว รีบหยิบกลับมาเช็ดให้แห้ง ตัวเครื่องก็จะไม่พังนั่นเอง ในส่วนถัดมาในเรื่องของการดีไซน์ตัวเครื่องเองก็จะเหมือนๆ กับรุ่นพี่ ก็คือเปลี่ยนมาใช้ USB Type C แล้ว พร้อมกับรองรับการชาร์จไวด้วย หูฟัง 3.5 ก็ยังคงมีอยู่ ยังไม่ตัดออก แล้วก็จะย้ายตำแหน่งลำโพงจากด้านล่างตัวเครื่องมาไว้ที่ด้านข้างแทน เพื่อไม่ต้องการให้เสียงถูกปิดในกรณีที่ใส่กระเป๋า ถัดมาก็คือจะรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด พร้อมกับเกาะ 3G ได้พร้อมกันทั้งสองซิมด้วย แต่คุณต้องเลือกว่จะใส่เมมโมรี่หรือใส่ซิมที่สอง ก็อาจจะดูกักนิดๆ แต่ด้วยตัวเครื่องเล็ก ก็อาจจะไม่เต็มที่มากนักก็เป็นได้ แต่สำหรับคนที่มีความลับเยอะๆ ก็มีมาให้ในรุ่นน้องเล็กแบบนี้ด้วยอย่างฟี่เจอร์ที่เรียกว่า secure folder คือสามารถที่จะเล่นแอปต่างๆ ได้ 2 บัญซี พร้อมกับเก็บข้อมูล รูปภาพต่างๆ เอาไว้ต่างหากได้แบบไม่ให้คนทั่วไปที่ยืมเครื่องไปเล่นเห็นความลับของคุณ ตรงนี้ก็ถือว่าอาจจะถูกใจหลายๆ คนก็เป็นได้ ซึ่งก็จะใช้ปุ่มสแกนลายนิ้วมือเป็นตัวป้องกันการเข้าถึง

   อีกหนึ่งฟี่เจอร์เด่นที่กำลังมาแรงในแบรนด์ Samsung นั่นก็คือฟี่เจอร์ Samsung play ที่สามารถจ่ายเงินผ่านมือถือของ Samsung ก็รองรับการใช้งานนี้เหมือนกัน แต่หนึ่งฟี่เจอร์ที่ไม่รองรับก็คือ multi windows ก็ไม่สามารถแบ่ง 2 หน้าอจพร้อมกันได้ เพราะหน้าจอเล็ก ทั้งหมดนี้ก็ลองไปคิดกันดูว่าถ้าซื้อมาจะคุ้มหรือตัวคุณเองชื่นชอบมากแค่ไหน

รีวิวลำโพงบลูทูธ LG NP1540B ตัวเล็กพกพาง่ายพร้อมใช้งานทุกสถานที่

 

   สำหรับแบรนด์ LG แล้วในตลาดประเทศไทย มักจะเห็นแต่กลุ่มสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่และกลุ่มสินค้าไอที แต่ในตอนนี้แอดมินมีอีกหนึ่ง gadget ที่ LG เองก็บุกตลาดมาแข่งขันกับแบรนด์อื่นๆ เหมือนกัน น่นก็คือกลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับลำโพงพกพาขนาดเล็ก จะเป็นรุ่นไหนอย่างไร พร้อมกับดีไซน์อย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย

   นี่คือลำโพงพกพาหรือลำโพงบลูทูธจาก LG รุ่น NP1540B ส่วนเรื่องของดีไซน์เบื้องต้นนั้นก็อย่างที่เพื่อนๆ เห็นกันในรุปตัวอย่างสินค้าด้านบน แต่ก็ยังมีรายละเอียดที่ต้องรีวิวให้เพื่อนๆ ได้เห็นกันอีกมากเลยทีเดียว เริ่มต้นด้วยอุปกรณ์เสริมภายในกล่องกันก่อนเลย ก็จะมีตัวอแด็ปเตอร์ชาร์จไฟมาให้ เนื่องจากว่าเป็นลำโพงพกพาก็จะมีแบตเตอร์รี่ในตัว แล้วก็จะมีคู่มือการใช้งานต่างๆ รวมไปถึงใบรับประกันตัวสินค้า เท่านี้เองที่มีมาให้ในกล่อง

   มาดูกันที่ตัวลำโพงกันบ้าง ซึ่งการใช้งานต่างๆ นั้นก็ถือว่าดูแล้วไม่ได้ยุ่งยากอะไร ก็จะคล้ายๆ กับลำโพงบลูทูธเท่าไปที่จะมีปุ่มควบคุมการใช้งานอยู่ด้านหน้าตัวเครื่อง ก็จะมีทั้งปุ่มเพาเวอร์ ปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียง ปุ่มเล่นเพลงหยุดเพลง ปุ่มกด pair Bluetooth ก็จะอยู่ทางด้านหน้าของตัวลำโพงเลย ส่วนด้านหลังตัวลำโพง ก็จะมีช่องการเชื่อมต่อต่างๆ ซึ่งจุดเด่นตรงบริเวณด้านหลังตัวลำโพงถือว่ามีมาให้เหมือนกัน สำหรับเทคโนโลยี LG wireless connect ซึ่งถือว่าใช้งานง่าย ด้วยระบบนี้จะสามารถเชื่อมต่อกับลำโพงรุ่นเดียวกันอีกหนึ่งตัว ถ้าหากใครซื้อมา 2 ตัว หรือบังเอิญเพื่อนก็ซื้อลำโพงรุ่นเดียวกันนี้มาด้วย ก็สามารถที่จะเพิ่มความกระหึ่มและมิติเสียงที่ดีขึ้นด้วยระบบ สเตอริโอ ได้ด้วย คือถ้ามีลำโพงตัวเดียว จะเป็นระบบเสียงแบบ โมโน ซึ่งตัวนี้ถ้าเชื่อมต่อกันอย่างที่กล่าวไปขางต้น จะสามารถเชื่อมต่อได้มากสุดเพียงแค่ 2 ตัวเท่านั้นและเป็นลำโพงรุ่นเดียวกันเท่านั้น จะเป็นลำโพงรุ่นอื่นแต่เป็นของแบรนด์ LG ก็เชื่อมต่อไม่ได้ ถัดมาอีกหนึ่งฟังก์ชั่นง่ายๆ ถ้าหากใครที่ไม่อยากจะเชื่อมต่อบลูทูธหรือบลูทูธที่สมาร์ทโฟนไม่ว่างหรือใช้กับอุปกรณ์ device ตัวอื่นๆ อยู่ ก็สามารถที่จะเชื่อมต่อผ่านช่องเสียบแจ็ค 3.5 มม. ได้ด้วยแต่ภายในกล่องก็จะไม่มีสายแจ็ค 3.5 มม. แถมมาให้ ก็ต้องไปหาซื้อแยกต่างหากเพื่อใช้งานแทน รายละเอียดบนตัวลำโพงก็มีเท่านี้เองในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งาน

   แอดมินอยากจะแนะนำวิธีการใช้งานแบบ สเตอริโอ โหมดเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย เพื่อที่ว่าบางท่านอาจจะยังไม่เคยเล่นในโหมดนี้ของลำโพงบลูทูธรุ่นนี้ LG NP1540B ก็คือว่า มันค่อนข้างที่จะแตกต่างกันอยู่บ้างเล็กๆ น้อยๆ กับแบรนด์อื่นๆ ซึ่งข้อดีของเทคโนโลยี LG connect wireless นั้น ที่ด้านหลังของตัวลำโพงเอง จะมีสวิทช์ให้สลับเลือกได้ว่าจะให้เป็นแบบ L mono R จะเลือกได้แบบนี้ ซึ่งเราสามารถที่จะปรับตั้งค่าได้ว่า เราจะตั้งให้ลำโพงตัวไหน เป็นด้านซ้าย ก็สับสวิทช์ไปที่ตัว L และอยากให้ลำโพงตัวไหนเป็นด้นขวา ก็สับสวิทช์ไปที่ตัว R แต่ต้องทำตอนที่ลำโพงทั้งคู่ยังปิดอยู่ด้วย แล้วจากนั้นวิธีการเชื่อมต่อตัวลำโพงทั้งคู่เข้าหากันแบบไร้สาย ก็ไม่ยากเลย เพียงแค่ กดปุ่มเพาเวอร์หรือเปิดเครื่องขึ้นมาพร้อมๆ กัน แค่นั้นเองไม่ต้องไปกดปุ่มอื่นๆ แล้ว ตัวลำโพงทั้งคู่ มันจะค้นหาและจับคู่กันเอง ถ้าจับคู่กันได้แล้วจะมีเสียงเตือนขึ้นมา 2 ครั้ง นั่นหมายความว่า ลำโพงทั้ง 2 ตัวมันค้นหาและจับคู่กันเจอแล้วนั่นเอง จากนั้นเราก็ทำการเชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนหรือเครื่องเล่นเพลงพกพาต่างๆ ได้เหมือนเดิม แต่มิติเสียงก็จะดีขึ้นและมีมิติขึ้นนั่นเอง แล้วการเชื่อมต่อแบบไร้สายของลำโพงทั้งสองตัว มันก็สามารถวางห่างกันได้ระยะไกลพอสมควร อย่างน้อยก็ในระยะห่าง 1-3 เมตรได้สบายๆ แล้วการควบคุมการใช้งาน จะสามารถกดปุ่มได้ที่ตัวลำโพงตัวไหนก็ได้ จะควบคุมได้เหมือนกัน จะไปในระบบเดียวเดียว จะเพิ่มเสียงก็เพิ่มไปด้วยกัน กดปุ่มปิดลำโพง ก็จะปิดไปพร้อมกัน เหมือนกับว่าเป็นลำโพงตัวเดียวกัน

   สำหรับเรื่องของแนวเสียงที่ได้ยินจากลำโพงบลูทูธรุ่นนี้ ก็จะไปในโทนเสียงที่ฟังสนุก เป็นเบสที่มีมิติแต่ไม่ได้กระแทกกระทั้นแน่นอน เพราะว่าไม่ใช่ subwoofer ภายในตัวลำโพงก็จะมีเป็นลำโพง woofer เพียงแค่ตัวเดียวเท่านั้นเอง จะเด่นในเรื่องของเสียงกลาง และ มิติเสียงเบสเท่านั้น ส่วนในย่านเสียงแหลมจริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้เด่นและไม่ได้ใสมากนัก แต่พอได้ยิน เป็นการเน้นโทนเสียงกลางและต่ำมากกว่าจะเน้นไปในโทนเสียงแหลม คนที่ชอบฟังเพลงสบายๆ ชิวๆ เน้นความใส ความเคลียร์อาจจะยังไม่ค่อยตอบโจทย์สักเท่าไหร่กับลำโพงรุ่นนี้

รีวิวลำโพงบลูทูธ Edifier Rave MP700 ลำโพงพกพาทรง Restro เหมือนกับหิ้ววิทยุทรานซิสเตอร์ไปฟังเพลง เสียงดีไหม?

 

   ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบย้อนยุค ชอบใช้ของที่ดูเก่าๆ ทรงเก่าๆ ในสไตล์คุณ แล้วกำลังมองหาลำโพงพกพาสักตัวหนึ่งที่มีสไตล์ Restro ที่ดูเหมือนกับวิทยุทรานซิสเตอร์ในสมัยก่อนที่คุณปู่ คุณย่า ชอบใช้กัน ถ้าชอบแบบนี้ มาติดตามรีวิวนี้เลย Edifier Rave MP700 Bluetooth ฟังก์ชั่นทันสมัยแต่รูปทรงย้อนยุค

   เห็นรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้แล้ว ก็คงรู้เลยว่านี่คือวิทยุทรานซิสเตอร์แปลงร่างมาเป็นลำโพงบลูทูธให้ได้ใช้งานกันแน่นอน ต้องบอกว่าเมื่อได้สัมผัสตัวลำโพงดูแล้ว ถึงแม้ว่ารูปทรงจะดูย้อนยุคสักหน่อย แต่วัสดุนั้นคุณภาพดีเลยทีเดียว มาในธีมของสีดำเมทัลลิค สวยหรูเลยทีเดียว มาพร้อมกับฟังก์ชั่นเด่นอย่างที่บอกไปก็คือ ฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านทาง บลูทูธ นั่นเอง เป็นบลูทูธเวอร์ชั่น 4.0 ด้วย พร้อมรองรับการเชื่อมต่อที่ง่ายยิ่งขึ้น แบบแตะแล้วติด ที่มีฟังก์ชั่น NFC มาให้ ใครที่ใช้มือถือแอนดรอยด์ ก็จะต่อบลูทูธได้ง่ายขึ้น ส่วนการใช้งานแบตเตอร์รี่นั้น จะสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง อีกหนึ่งฟังก์ชั่นถัดมาที่คิดว่าน่าจะชอบกันก็คือ ลำโพงพกพาตัวนี้ สามารถใช้เป็นเพาเวอร์แบงค์ชาร์จแบตให้มือถือหรือเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาของคุณด้วย จ่ายไฟที่ 5v ก็จะมี USB port มาให้ 1 ช่อง เป็นการให้ฟังก์ชั่นนี้มาชาร์จแบบฉุกเฉิน ถ้าชาร์จกับมือถือแบตในตัวลำโพงก็จะใช้งานได้น้อยลงด้วยเช่นเดียวกัน พร้อมกับระบบเพาเวอร์แอมป์ภายในที่เป็นแบบ 2 ทาง หรือระบบ สเตอริ์โอ 2.0 ชาแนล คือมีภาคขยายที่จะแยกเสียงกันขับเสียงกลาง-ต่ำ 1 ตัว และเสียงแหลม อีก 1 ตัว แยกกันอิสระ ซ้าย-ขวา ผ่านตัว digital crossover ที่อยู่ภายในตัวลำโพง ก็ข้อดีของระบบเสียงแบบนี้จะทำให้เสียงที่ได้ยินออกมานั้นมีความผิดเพี้ยนของเสียงน้อยที่สุด คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด นั่นเอง แต่ที่เป็นจุดเด่นอย่างต่อมาหรืออีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่แอดมินต้องบอกเลยว่า เป็นรุ่นแรกเลยก็ได้ที่เคยรีวิวลำโพงพกพามา นั่นก็คือ ภายในลำโพงรุ่นนี้ อัดแน่นมิติเสียงเบสหรือเสียงต่ำแบบท่อลมจูนเสียงหรือที่เรียกว่า passive radiator มาให้ถึง 3 ตัว เลยทีเดียว คือปกติในทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่เคยรีวิวมา จะมีแค่ 1 หรือ 2 ตัวเท่านั้นเอง แต่ลำโพงรุ่นนี้ มีให้มาทางด้านหน้าลำโพง 1 ตัว และ ด้านหลังของลำโพงอีก 2 ตัว ก็ต้องติดตามต่อไปกว่ามิติเสียงเบสจะกระหึ่มมากแค่ไหน

   ต้องบอกว่าลำโพงบลูทูธ Edifier Rave MP700 รุ่นนี้อันแน่นมาด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่จำเป็นๆ เยอะเลยทีเดียว เพราะว่ายังไม่หมดเพียงเท่านี้ ฟังก์ชั่นต่อมา ตัวลำโพงสามารถ กันน้ำได้ ตามมาตรฐาน IP54 คือสามารถกันน้ำได้ในระดับที่เป็นละอองน้ำ หรือว่า ทำตกน้ำได้แต่ก็ต้องรีบนำขึ้นมาเช็ดให้แห้ง แต่ไม่ถึงกับเอาไปจุ่มน้ำนานๆ ได้ สามารถใช้พกพาแบบลุยๆ ได้ ฝนตกก็ไม่เป็นไรกันได้สบายๆ มาพร้อมกับกำลังขับอยู่ที่ 36wrms

   ตัวลำโพงนั้นรับประกันคุณภายนาน 2 ปีจากศูนย์บริการ ก็ถือว่าเป็นแบรนด์ที่น่าใช้งานและเชื่อว่าทนทานดีเลยทีเดียว ภายในกล่องก็จะมีอุปกรณ์เสริมมาให้ได้ใช้งานก็เพียงแค่ 2 ชิ้นเท่านั้นเอง ก็คือ สายแจ็ค aux input 3.5 ความยาวก็ประมาณ 1 ฟุต พร้อมกับอแด็ปเตอร์ชาร์จไฟแบบตรงรุ่นมาให้ จ่ายไฟที่ 14v 1.4A นอกจากนั้นก็จะมีคู่มือการใช้งานและใบรับประกันสินค้า ถัดมาก็จะเป็นตัวลำโพง ที่ได้สัมผัสแล้วก็ต้องบอกว่ามันพรีเมี่ยม บอดี้เป็นอลูมีเนี่ยมที่มีลวดลายเป็นลายถักขึ้นรูปมา สีดำเงา สวยงาม ตัวหูหิ้วไม่สามารถถอดได้ แต่สามารถพับเก็บได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สำรวจแล้วไม่มีฟังก์ชั่นที่คิดว่าจำเป็นก็คือ ไม่มีไมค์ติดมาให้ และ ไม่สามารถกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นสิ่งจำเป็นของบางท่าน ก้อาจจะต้องไปมองรุ่นอื่นที่มีฟังก์ชั่นนี้แทน รอบๆ ตัวเครื่องก็จะมีปุ่มใช้งานง่ายๆ สำหรับขนาดตัวลำโพงเองนั้น ความยาวอยู่ที่ 28 ซม. ความสูง 10 ซม. แบบไม่รวมหูหิ้ว ความหนา 6.5 ซม. ก็ลองเอาไปคำนวนดูว่าเหมาะสมกับการพกพาของท่านหรือไม่

   ในส่วนสุดท้ายก็คือบุคลิกเสียงของลำโพงบลูทูธรุ่นนี้ หลังจากที่ได้ฟังมาแล้วก็รู้สึกว่าเป็นรุ่นแรกๆ ของแบรนด์นี้ที่ทำแนวเสียงแบบนี้ออกมา ก็คือ จุดเด่นของ Edifier เองจะชอบทำลำโพงสไตล์เสียงกลางโปร่งๆ เวทีเสียงกว้าง ทำให้ดูเหมือนไปฟังเพลงสดๆ พร้อมกับเสียงแหลมใสๆ เคลียร์ๆ เท่านี้เองที่เคยทำมาในลำโพงพกพาตัวเล็กๆ แต่ที่เพิ่มมาในรุ่นนี้ก็คือ มิติเสียงเบสที่มันทำให้รู้สึกฟังสนุกมากขึ้น เสียงเบสนุ่มๆ ละมุนๆ แต่ไม่ถึงขึ้นที่ว่าเป็นเบสแน่นๆ มันส์ๆ ดังตูมตามๆ แบบนั้นไม่ใช่ ก็ลองไปหาฟังด้วยหูของทุกท่านกันเอาเองได้ว่าตรงตามที่แอดมินได้รีวิวเอาไว้หรือไม่

พรีวิว New Toyota Vios 2017 ปรับเปลี่ยนโฉมใหม่มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง มาดูกัน

 

       ต้องบอกว่ารถยนต์ Toyota ที่เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กความจุเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรที่มีชื่อรุ่น Vios นั้นมียอดการสั่งซื้อในประเทศไทยสูงเป็นอันดับหนึ่งมาติดต่อกันหลายปี ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดที่มากกว่า 40% ในปี 2559 ที่ผ่านมา เมื่อไม่นานมานี้ในช่วงต้นปี 2017 ทางโตโยต้าเองก็เปิดตัวสินค้าอินเทรนด์ของค่ายที่มีการปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ให้ดูทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิมออกมาแล้วเป็น New Vios 2017 จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างไปติดตามกันเลย

ต้องยอมรับเลยว่ารถยนต์ vios นั้นได้อยู่คู่กับคนไทยมานานกว่า 20 ปี และตอนนี้ก็มีผู้ที่ใช้งานรถยนต์ vios มากกว่า 8 แสนคันแล้วทั่วประเทศ แต่ใน vios 2017 นี้ก็ยังคงมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เหมือนเดิม แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมภายนอกและภายในออกมาใหม่ ให้มีความสปอร์ดและทันสมัยมากขึ้น

การออกแบบภายนอกนั้น New vios มาพร้อมกับโคมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ เป็นเลนส์แบบโปรเจอเตอร์โรมดำ พร้อม LED เรียงตัวกันดูสวยงามและออกแบบกระจังหน้าลายใหม่ สีเทาดำเมทัลริก กันชนทั้งด้านหน้าและด้านหลังดีไซน์ใหม่ พร้อมกับไฟ LED Daytime กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า มือจับประตูโครเมี่ยม ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมล้อแม็กดีไซน์ใหม่ คิ้วฝากระโปรงท้ายก็ยังมีการตกแต่งด้วยโครเมี่ยมดีไซน์ใหม่อีกด้วย แล้วที่ดูเหมือนจะเหนือกว่าคู่แข่งที่พึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็คือโคมไฟท้ายที่ให้มาเป็นแบบไฟ LED ดีไซน์ใหม่ แต่คู่แข่งยังคงเป็นแบบเดิม แต่มันก็คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง เมื่อเข้าไปภายในห้องโดยสาร ก็จะเห็นได้ว่าตกแต่งด้วยดีไซน์สปอร์ตเช่นเดียวกัน เป็นกาตกแต่งคอลโซนหน้าสีดำสลับแดง พร้อมกับเบาะหนังสีดำเดินด้ายแดงเช่นกัน นอกจากนั้นยังมาพร้อมเทคนโนโลยีตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ พวงมาลัยเป็นแบบ multifunction พร้อมควบคุมเครื่องเสียงและอุปกรณ์อื่นๆ ภายในรถได้ มาตรวัดด้านหน้ามาพร้อมกับสัญลักษณ์ ECO เมื่อใช้งานแบบประหยัดเชื้อเพลิง พร้อมจอ MID ที่จะแสดงข้อมูลการขับขี่ที่มองเห็นได้ชัดเจน ตรงคอลโซนกลางมาพร้อมกับหน้าจอเพื่อความบันเทิงทางด้านเสียงเพลงขนาด 7 นิ้วแบบสัมผัส สามารถเชื่อต่อบลูทูธและเชื่อมต่อผ่าน USB และก็ยังมาพร้อมกับระบบแอร์ออโต้ ก็ต้องบอกว่าเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กอีกหนึ่งรุ่นที่มีพื้นที่ใช้สอยภายในที่กว้าง ครอบครัวขนาดเล็กก็สามารถใช้งานได้สะดวกสบายดี

สำหรับระบบความปลอดภัยที่มาใน New vios 2017 นี้ได้แก่ ระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรม กล้องมองหลังและสัญญาณการกะระยะถอยหลัง และระบบเบรกแบบดิสเบรก ทั้ง 4 ล้อ พร้อมช่องระบายความร้อนที่คู่หน้า ระบบเบรก ABS ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และมาพร้อมกับระบบถุงลมความปลอดภัยคู่หน้า

ในด้านของขุมพลังนั้น New vios ให้เครื่องยนต์ DualVVTi 2NR-FBD 4 สูบ 16 วาล์ว และมาพร้อมกับแรงม้าสูงสุดที่ 108 แรงม้า ที่ 6000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 140 นิวตัน-เมตร ที่ 4200 รอบ/นาที พร้อมกับระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิค VFI รองรับน้ำมันสูงสุดที่ E85 ซึ่งตรงจุดนี้ถือว่าสำคัญด้วยตัวเลขที่ทางโตโยต้าเองได้เครมเอาไว้ในตัวเลขการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลงที่ 17.2 กม./ลิตร ที่ส่งกำลังผ่านเกียร์ออโต้ CVT 7 speed ซึ่งถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ได้อ่านพรีวิวรถยนต์อีกค่ายที่เป็นคู่แข่งมาตลอดกาล ก็จะเทียบกันได้ว่าทางค่ายคู่แข่งนั้นจะทำตัวเลขได้ดีกว่านิดหน่อย แต่ยังอยุ่ในตัวเลข 17.xx กม./ลิตร เหมือนกัน แต่ตรงนี้แอดมินเองก็ต้องบอกว่า เป็นตัวเลขที่โตโยต้าเครมมา แต่การใช้งานจริง ตัวเลขการประหยัดเชื้อเพลิงก็น่าจะลดมาจากนี้แต่จะเท่านั้นนั้นต้องรอแอดมินและทีมงานได้ไปทดสอบขบแล้วก็จะมีรีวิวในฉบับเต็มตามออกมาในอีกไม่ช้านี้แน่นอน

สำหรับราคาของสินค้าอินเทรนด์นี้กับ New vios 2017 เปิดตัวมาในรุ่นล่างสุดที่ 609,000 บาท เป็นรุ่น 1.5 J เป็นเกียร์อัตโนมัติ แล้วก็มีราคาที่พุ่งขึ้นไปสูงสุดที่เป็นรุ่นท็อป 1.5 S ที่มีเปิดตัวมาด้วยราคา 789,000 บาท ก็จะมีให้เลือกด้วยกัน 4 รุ่นย่อย เป็นเกียร์อัตโนมัติทั้งหมด ซึ่งท่านใดสนใจและอยากจะลองไปทดสอบขับรถยนต์คันนี้ ก็สามารถที่จะเข้าไปขอทดสอบขับได้ที่ศูนย์บริการของทางโตโยต้าได้แล้ววันนี้ทั่วประเทศ แต่ถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากจะรออ่านรีวิวของเราก่อน ก็ติดตามกันได้ที่นี่ 108plaza เว็บไซต์ที่รวบรวมการรีวิวรถยนต์ทุกรุ่น ทุกค่ายเอามาไว้ที่นี่ให้คุณได้ติดตามกัน